ผ่อข่าว » เครือข่ายภาคประชาชนเหนือยื่นหนังสือให้ผู้ว่าฯ ส่งถึงนายกฯ”อนุทิน” ค้าน FTA ไทย-อียู

เครือข่ายภาคประชาชนเหนือยื่นหนังสือให้ผู้ว่าฯ ส่งถึงนายกฯ”อนุทิน” ค้าน FTA ไทย-อียู

4 กันยายน 2026
48   0

เครือข่ายภาคประชาสังคมเชียงใหม่ ยื่นหนังสือผู้ว่าฯ ส่งต่อถึงนายกฯ “อนุทิน”หวั่น FTA ไทย – สหภาพยุโรป หวั่นทุบเศรษฐกิจฐานราก ค้านเปิดเสรีแอลกอฮอล์ หวั่นทำเหล้านอกทะลัก–ละเมิดสิทธิเกษตรกร ผูกขาดเมล็ดพันธ์ุ ยุติการปรับแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช 2542

เชียงใหม่ 4 ก.ย.- ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดเชียงใหม่ 11 องค์กร มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อการเจรจา FTA ระหว่างรัฐบาลไทยกับสหภาพยุโรป โดยเฉพาะการลดอากรศุลกากรนำเข้าสุรา เบียร์ ซึ่งในปี 2567 มีบทเรียนการลดภาษีนำเข้าไวน์ 0% ทำให้ผู้ผลิตไวน์ไทยเสียเปรียบด้านราคาเนื่องจากเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (Protection of plant variety rights) ภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งคาดว่า จะมีขึ้นในการเจรจารอบที่ 10 ระหว่างวันที่ 28 กันยายน– 6 ตุลาคม 2569 โดยเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดเชียงใหม่ที่ขับเคลื่อนในประเด็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และภาคการเกษตร จึงยื่นหนังสือต่อนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เพื่อส่งต่อถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยมีข้อกังวลในเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและมีข้อเสนอต่อรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจา


โดยนางกัญญานันท์ ตาทิพย์ ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคเหนือตอนบน กล่าวถึงประเด็นข้อห่วงใยต่อสังคมว่า หากมีการการลดภาษีศุลกากรนำเข้าสุรา เบียร์ จะทำให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นำเข้ามีราคาลดลงร้อยละ 19–24 จะส่งผลให้สินค้าต่างชาติทะลักเข้ามาทุ่มตลาด เกิดนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้นและอาจทำให้ประเทศสูญเสียรายได้กว่า 10,500 ล้านบาทต่อปี ส่งกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและผู้ประกอบการสุราชุมชนอย่างรุนแรง ซึ่งมีข้อเสนอต่อรัฐบาลในหมวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คือ 1. การยกเว้นและยืดเวลาเปิดเสรีโดยถอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกจากรายการลดภาษี(Exclusion List) เพื่อสุขภาวะคนไทยและสังคม หากไม่สามารถยกเว้นได้ให้ต่อรองยืดเวลาลดภาษีเป็น 0% ออกไปอย่างน้อย 10–15 ปี แบบขั้นบันได เพื่อให้ผู้ผลิตรายย่อยได้ปรับตัว
2. มาตรการปกป้องทางการค้ากำหนดราคานำเข้าขั้นต่ำ ตามแนวทางและบทเรียนของประเทศอินเดีย เพื่อป้องกันสุราราคาถูกทุ่มตลาดกระทบผู้ประกอบการรายย่อย
3. ปรับโครงสร้างถาษีสรรพสามิตที่ทำให้รายย่อยสามารถสู้กับรายใหญ่ได้ โดยยึดหลักการเดิมที่มีการเก็บ 2 ระบบ ทั้งแบบปริมาณแอลกอฮอล์และคิดตามมูลค่า โดยต้องสามารถชดเชยรายได้ที่่เสียไป รักษาเสถียรภาพรายได้ทางภาษีของรัฐและยังคงเป็นมาตรการที่ลดผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพได้มีประสิทธิภาพ
4. คุ้มครองอำนาจรัฐและยกเว้น ISDS/ICS สงวนสิทธิรัฐในการออกกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ (ฉลาก โฆษณา-ขายออนไลน์) ยกเว้นการถูกนักลงทุนฟ้องร้องผ่านอนุญาโตตุลาการ (ICS) และออกแบบกฎหมายให้ไม่เลือก ปฏิบัติเพื่อป้องกันปัญหาในเวทีองค์การการค้าโลก (WTO)
5. สนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนามาตรฐาน กระบวนการผลิตสุราชุมชนให้มีคุณภาพ มีความปลอดภัย เน้นการคุ้มครองผู้บริโภคและลดผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทย
6. เข้มงวดมาตรการสังคมโดยเพิ่มการบังคับใช้กฎหมาย เช่น การลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด (BAC) ในการขับขี่ตามแบบเกาหลีใต้
7. ปกป้องเด็กเยาวชนและระบบสาธารณสุข ด้วยการคงอำนาจรัฐในการจำกัดการเข้าถึงแอลกอฮอล์ของเด็กและเยาวชน (จำกัดสถานที่/เวลาขาย/ห้ามขายออนไลน์/ฉลากเตือน) โดยไม่ให้ถือเป็นอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า
2) UPOV 1991 กับความมั่นคงทางอาหารและสิทธิเกษตรกร
ขณะที่นางสาวเกษศิรินทร์ พิบูลย์ เจ้าหน้าที่สนามมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย) ได้กล่าวถึงข้อกังวลในเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (Protection of plant variety rights)ภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991 โดยข้อเสนอของสหภาพยุโรปใน Article X.51 ซึ่งมีผลให้ประเทศไทยต้องแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ให้เป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่(UPOV Convention) ตามที่ได้มีการแก้ไขทบทวนครั้งล่าสุด ณ กรุงเจนีวา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 1991 (UPOV 1991) นั้น จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อสิทธิของเกษตรกรในการเก็บรักษาและนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติในการรักษาและพัฒนาสายพันธุ์พืช ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของความมั่นคงทางอาหารและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เครือข่ายจึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจา ดังนี้ ให้ตัดข้อบทเฉพาะว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช (UPOV1991) ออกจากการเจรจา ปฏิเสธข้อเสนอ Article X.51 ของสหภาพยุโรป รวมทั้งต้องไม่ยอมรับข้อความใดๆในความตกลงหรือแรงกดดันใดๆที่ส่งผลให้ประเทศไทยต้องแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชให้เป็นตามแนวทางของ UPOV 1991
ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยุติกระบวนการปรับแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช 2542 ให้สอดคล้องกับ UPOV1991 เนื่องจาก พรบ.คุ้มครองพันธุ์พืชของไทยได้ยึดหลักการคุ้มครองตามความตกลง TRIPS ขององค์การการค้าโลก (WTO) แล้ว ดังนั้น เครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดเชียงใหม่จึงเรียกร้องผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลรับฟังเสียงของประชาชนและกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่เป็นฐานรากของสังคมไทย โดย (1) ยกเว้นการเปิดเสรีหมวดแอลกอฮอล์ และ (2) ต้องตัดข้อบทเฉพาะว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช (UPOV 1991) ออกจากการเจรจาและยุติการปรับแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช 2542 อย่างเร่งด่วน.