เปิดแผนปฏิบัติการรับมืออุทกภัยเชียงใหม่ 2569 ระดมสรรพกำลังทุกด้านถอดบทเรียนสู่กลยุทธ์เตือนภัย ให้ตื่นรู้ สู้ภัยอย่างมีสติ!
จังหวัดเชียงใหม่ระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนถอดบทเรัยนเพื่อบริหารจัดการภัยพิบัติ : อุทกภัย 2569 หลังเผชิญเหตุวิกฤตครั้งใหญ่ปี 2567 กำหนดเป็นยุทธศาสตร์รับมือรอบด้าน นำเทคโนโลยี AI และโมเดลอัจฉริยะคาดการณ์ล่วงหน้า สู่การตื่นรู้รับมืออย่างมีสติไม่ตระหนก เน้นพื้นที่ “เฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยอย่างแม่นยำ” บูรณาการทำงานเป็นระบบ“Single Command”
เชียงใหม่ ก.ย.69 – หลังมีบทเรียนจากมหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2567 ที่ระดับน้ำในแม่น้ำปิงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 5.30 เมตร ณ สถานีตรวจวัดน้ำ P.1 (สะพานนวรัฐ) ตัวเมืองเชียงใหม่ จากมวลน้ำมหาศาลกว่า 600 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เกิดขึ้นเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ ในปี 2568 ก็เกือบเกิดเหตุซ้ำอีกครั้งโชคดีที่มวลน้ำน้อยกว่าจึงเกิดอุทกภัยไม่รุนแรง ดังนั้นในปีนี้จังหวัดเชียงใหม่ภายใต้ความร่วมมือในนาม “ทีมเชียงใหม่” ที่มีทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ท้องถิ่นและหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องทั้งระดับพื้นที่ ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้ร่วมกันถอดบทเรียนในทุกด้านเพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากกว่าการตั้งรับ เพราะแต่ละปีเริ่มเห็นความสูญเสียที่เป็นผลกระทบในแต่ละด้านรุนแรงมากขึ้น จากสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมโลกเปลี่ยนสู้โหมด “โลกเดือด โลกรวน” เพื่อระดมแนวทางตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ รับมือช่วงเผชิญเหตุและช่วยเหลือเยียวยาหลังเกิดเหตุ กำหนดเป็นแผนเผชิญเหตุและระบบนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ชาวเชียงใหม่เข้าถึงข้อมูลความจริงและเตรียมความพร้อมด้วยความมั่นใจ มากกว่าความหวาดผวากลัวตื่นตระหนกอย่างไม่มีสติ

นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวระหว่างประชุมกับทุกภาคส่วนที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ สำนักชลประทานที่ 1 (เชียงใหม่)ว่า แม้เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ไม่นาน แต่ในฐานะคนในพื้นที่และรับราชการในตำแหน่งต่างๆ ในเชียงใหม่มานานก่อนหน้านี้ก็สัมผัสถึงสภาพปัญหาอุปสรรคต่างๆ ของเชียงใหม่ แม้จะมีมาตรการรับมือแต่ความรุนแรงของภัยพิบัติในปัจจุบันมีมากกว่าอดีตอย่างชัดเจน ทำให้เชียงใหม่ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกเดือด หรือ Global Boiling ที่ส่งผลให้ภัยพิบัติมีความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น การบริหารจัดการน้ำท่วมจึงไม่สามารถใช้แนวทางเดิมได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบรับมือภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์มากที่สุด ดังนั้นหนึ่งในหัวใจสำคัญของแผนรับมือปี 2569 คือ การนำเอานวัตกรรมดิจิทัลและข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการน้ำท่วม โดยเฉพาะการเปิดตัวระบบเตือนภัยล่วงหน้าและแผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมชุดใหม่ ซึ่งสามารถคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าได้ประมาณ 7–10 ชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเพียงพอในการขนย้ายทรัพย์สิน อพยพ หรือเตรียมการรับมือได้อย่างเหมาะสม เมื่อสถานการณ์เกินกำลังก็สามารถลดความสูญเสียด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ต้องยอมรับว่า ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างทางกายภาพของเมืองเชียงใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก รองรับกับการพัฒนาหรือเปลี่ยนแผลงของสังคม เป็นเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคเหนือจึงยากที่จะปฏิเสธการขยายตัวดังกล่าว มีการขยายตัวของเมือง สิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ ตามบริบทผังเมืองและพื้นที่รับน้ำ ซึ่งล้วนส่งผลต่อทิศทางการไหลและการระบายน้ำในเขตเมืองและจุดอื่นๆ ทำให้พื้นที่เสี่ยงภัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอำเภอเมืองเชียงใหม่ แต่ขยายครอบคลุมไปถึงพื้นที่ต่อเนื่องในลุ่มน้ำปิงทางท้ายเมือง เช่น อำเภอหางดง และอำเภอสารภี ที่ได้รับผลกระทบร่วมกันในเชิงระบบ ซึ่งก็ยังมีเมืองปริมณฑลรวมทั้งโครงสร้างพื้นที่ป่าต้นน้ำก็เปลี่ยนแปลงมีผลต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย อีกทั้งยังมีจุดอ่อนสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะพื้นที่เขตเมืองเขตเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งยังประสบปัญหาการระบายน้ำไม่ทันต่อปริมาณน้ำหลากหรือน้ำรอระบาย แม้จังหวัดและหน่วยงานต่างๆ พยามเร่งดำเนินการจัดหาเครื่องสูบน้ำแรงดันสูงเพื่อลดผลกระทบในพื้นที่ดังกล่าวในระยะเผชิญเหตุ แม้บางโครงการจะยังติดข้อจำกัดด้านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ต้องเร่งแก้ไขให้ทันต่อสถานการณ์ก็ตาม ในระยะยาวต้องวางแผนแก้ปัญหาเช่นกัน เป็นการบ้านที่ต้องเร่งทำอย่างจริงจัง
สำหรับระบบเตือนภัยและเว็บไซต์ที่สามารถติดตามสถานการณ์ชุดใหม่แบบเรียลไทม์ เป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำมีความแม่นยำมากขึ้น โดยสามารถแสดงระดับน้ำท่วมขังได้ละเอียดถึงระดับเซนติเมตร พร้อมใช้ข้อมูลระดับน้ำสูงสุดในอดีตที่ไปถึง 5.30 เมตร ที่น้ำปิงจุดตรวจวัดเชิงสะพานนวรัฐ (P1) เป็นฐานในการวิเคราะห์และจำลองสถานการณ์ความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ออกแบบเรื่องนี้ไว้แล้ว ระบบคาดการณ์ยังเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยา ศูนย์สารสนเทศน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดตั้งระบบตรวจวัดระดับน้ำตามลำห้วยและพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อให้สามารถประเมินปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่เขตเมืองได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำมากขึ้น ซึ่งไม่นับรวมภารกิจปกติของหน่วยงานต่างๆ ที่ได้เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งการขุดลอกท่อระบายน้ำ การควบคุมการก่อสร้างไม่ให้กีดขวางทางน้ำ การบริหารจัดการประตูระบายน้ำ รวมถึงการติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยงต่ำ โดยทุกหน่วยงานต้องทำงานเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการบริหารจัดการภัยพิบัติในอนาคต ไม่ว่าจะภัยใดก็ตาม คือการสร้างระบบ “Single Command” หรือการบัญชาการแบบเอกภาพ เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้ “ข้อมูลชุดเดียวกัน” สื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน และประสานทรัพยากรระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และภาคเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นระบบ ซึ่งระบบดังกล่าวจะประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ Single Communication หรือช่องทางสื่อสารกลางที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและเชื่อถือได้, Data Integration หรือการเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานให้เป็นภาพรวมเดียวกัน และ Integrated Resources หรือการใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ และกำลังคนร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำที่สุด เพราะเป้าหมายสูงสุดของการทำงานทั้งหมด ไม่ใช่เพียงการลดความเสียหายจากน้ำท่วม แต่คือการสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตอยู่กับความเสี่ยงได้อย่างปลอดภัย ภายใต้ระบบเตือนภัยและการบริหารจัดการเมืองที่ทันสมัย พร้อมรับมือกับความท้าทายจากสภาพอากาศสุดขั้วที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกเวลานี้อย่างมีสติ ตระหนักโดยไม่ตื่นตระหนกและสำคัญไม่น้อยกว่า คือ รัฐบาลกลางต้องเห็นความสำคัญและสนับสนุนพื้นที่ในเรื่องนี้ด้วย

ขณะที่นายวัฒนา สาคร ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า แผนรับมืออุทกภัยของเชียงใหม่ปี 2569 ได้ยกระดับระบบเตือนภัยและจัดการน้ำเชิงรุกด้วยนวัตกรรมข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อเปลี่ยนความตื่นตระหนกของประชาชนให้เป็นความตระหนักรู้และพร้อมรับมืออย่างมีสติ การถอดบทเรียนร่วมกับภาควิชาการและเกี่ยวข้องส่งผลให้เกิดยุทธศาสตร์เมืองสู่ “เมืองที่ยืดหยุ่นและปรับตัวได้” (Resilient City) มีการเฝ้าระวังภัยพิบัติอย่างรอบด้านมากขึ้น ให้คนเชียงใหม่สามารถ “ตระหนักรู้แต่ไม่ตื่นตระหนก” คือการเปลี่ยนข้อมูลวิศวกรรมที่เข้าใจยาก ให้กลายเป็นเครื่องมือที่ประชาชนทุกคนสามารถดูและประเมินความเสี่ยงของบ้านตัวเองได้แบบเรียลไทม์ ผ่านนวัตกรรมที่พัฒนาโดย ศูนย์วิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CENDiM) ซึ่งสรุปได้เป็นโครงสร้างยุทธศาสตร์ของจังหวัด กับ 3 นวัตกรรมหลักในการเตือนภัย (Flood Map, Flood Mark, Flood Pole) ระบบพยากรณ์ CMFlood และข้อมูลสายด่วนบรรเทาสาธารณภัยที่สำคัญ จังหวัดเชียงใหม่ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานจากเดิมที่เป็นแบบ “ตั้งรับ” มาเป็น “การบริหารจัดการเชิงรุกด้วยฐานข้อมูลและเทคโนโลยี” โดยมุ่งเน้นระบบจัดการภัยแบบไร้รอยต่อ ซึ่งกำหนดทิศทางไว้คือ
1. มาตรการพร่องน้ำและบริหารชลศาสตร์เชิงรุก: โครงการชลประทานเชียงใหม่ได้กำหนดแผนบริหารจัดการน้ำ ณ ประตูระบายน้ำป่าแดด และประตูระบายน้ำตลอดลำน้ำปิง หากตรวจพบแนวโน้มปริมาณน้ำเหนือไหลบ่า จะทำการยกบานระบายเพื่อเร่งระบายน้ำและพร่องน้ำล่วงหน้าทันที เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับมวลน้ำและลดผลกระทบการเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจในเขตเมือง
2. การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน: เจ้าหน้าที่สายปกครองและโยธาธิการร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ลงพื้นที่ซ่อมแซมและตรวจสอบความมั่นคงของคันกั้นน้ำ พนังกั้นน้ำ และขุดลอกคูคลองทั่วเมืองเพื่อกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง
3. การจัดตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้า: มีการบูรณาการศูนย์วอร์รูมเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ณ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ สำนักงานชลประทานที่ 1 (SWOC1) เพื่อประเมินค่าความชื้นสะสมในดิน ปริมาณน้ำฝน และระดับน้ำท่า เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงรายวันแบบเรียลไทม์

*เปิดนวัตกรรมไตรภาคี : 3 เครื่องมือหลักเปลี่ยนเมืองให้ “ยืดหยุ่น” โดยศูนย์วิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
1.ระบบ CMFlood (Chiang Mai Flood)
แพลตฟอร์มระบบข้อมูลและเตือนภัยน้ำท่วมเขตเมืองเชียงใหม่ยุคโลกเดือด ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลน้ำ (One Data) ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบสภาพน้ำท่วมขัง และแนวโน้มการขึ้นลงของน้ำล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์ CMFlood Warning Platform เพื่อวางแผนย้ายทรัพย์สินหรืออพยพได้อย่างปลอดภัย
2. Flood Map (แผนที่เสี่ยงภัยอัปเดตใหม่ 5 ระดับ)
จากการจำลองแบบจำลองคณิตศาสตร์ชลศาสตร์ จังหวัดได้เปิดตัวแผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมชุดใหม่ ซึ่งแบ่งโซนแนวระดับน้ำล้นตลิ่งของแม่น้ำปิงออกเป็น 5 ระดับขั้น ทำให้ทราบชัดเจนว่า เมื่อระดับน้ำสถานี P.1 แตะระดับวิกฤตที่ความสูงต่างๆ ชุมชนไหนหรือซอยใดในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ที่จะได้รับผลกระทบก่อนและหลังตามลำดับ
3. CM Flood Poles & Flood Marks (หลักและเครื่องหมายเตือนภัยชุมชน)
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ติดตั้ง หลักเตือนระดับน้ำท่วมเขตเมือง (CM Flood Poles) มากกว่า 220 จุด กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนเสี่ยงภัย เสาเหล่านี้จะแสดงตัวเลขและแถบสีที่สัมพันธ์กับพิกัดความสูงของพื้นที่จริง เมื่อประชาชนได้รับแจ้งยอดคาดการณ์ระดับน้ำจากสถานี P.1 ก็สามารถเดินมาดูที่เสาในชุมชนของตนเองเพื่อประเมินได้ทันทีว่าน้ำจะท่วมสูงถึงระดับไหนของตัวบ้าน
นอกจากนี้ ยังมีการนำนวัตกรรมเสริมอย่าง “FloodBoy” ระบบเซนเซอร์เฝ้าระวังน้ำหลาก และการประยุกต์ใช้ UAV (อากาศยานไร้คนขับ) ร่วมกับ AI ในการบินสำรวจเพื่อทำแผนที่ความสูงแม่นยำสูงพิเศษ ช่วยให้การประเมินพื้นที่น้ำท่วมขังและการส่งความช่วยเหลือทำได้อย่างตรงจุด

นอกจากนี้ยังได้ยกระดับการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast เพื่อแก้ปัญหาการกระจายข่าวสารที่ไม่ทั่วถึงในอดีต ในปี 2569 นี้ จังหวัดเชียงใหม่ได้ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยกระดับประสิทธิภาพการเตือนภัยด้วย ระบบ Cell Broadcast ซึ่งจะส่งข้อความแจ้งเตือนภัยพิบัติข้อความสั้น (SMS) ยิงตรงเข้าสู่หน้าจอโทรศัพท์มือถือของประชาชนทุกคนที่อยู่ในพิกัดพื้นที่เสี่ยงภัยโดยเฉพาะ (Location-based) แม้จะไม่ได้เปิดรับข่าวสารหรือไม่มีแอปพลิเคชันเฉพาะก็ตาม ช่วยตัดลดขั้นตอนการกระจายข่าวแบบเดิมและเพิ่มเวลาในการเตรียมตัวให้แก่ผู้ประสบภัยได้มากขึ้น
ในด้านการสื่อสารในช่วงเผชิญเหตุมีสายด่วนและช่องทางการติดต่อประสานงานช่วยเหลือ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม หรือต้องการความช่วยเหลือด้านสาธารณภัยและการอพยพกลุ่มเปราะบาง ประชาชนสามารถติดต่อหน่วยงานหลักได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ที่
สายด่วนนิรภัย (กรม ปภ.) 📞 1784 แจ้งเหตุอุทกภัย ขอความช่วยเหลือ อพยพและรับสิ่งของบรรเทาทุกข์
สำนักงาน ปภ. จังหวัดเชียงใหม่ 📞 053-221-477 / 053-215-520 ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดและประสานงานกู้ภัยระดับพื้นที่
เทศบาลนครเชียงใหม่ (ศูนย์กู้ภัย) 📞 053-259-199 / 1132 รับแจ้งเหตุน้ำท่วมในเขตเมือง บริการกระสอบทรายและรถสุขาเคลื่อนที่
ศูนย์เอราวัณ / สายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 📞 1669 เจ็บป่วยฉุกเฉิน อุบัติเหตุ หรือผู้ป่วยติดเตียงต้องการอพยพเร่งด่วน
แอปพลิเคชัน / ไลน์ทางการ THAI DISASTER ALERT
🟢 Line: @1784DDPM ติดตามประกาศเตือนภัยล่วงหน้า และแจ้งเหตุผ่านระบบออนไลน์

อย่างไรก็ตามผลจากการถอดบทเรียนในปี 2567 เชียงใหม่ได้สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับภาคประชาชน เพื่อเตรียมพร้อมอย่างผู้รู้ เมื่อไม่สามารถห้ามภัยธรรมชาติได้แต่สามารถรับมืออย่างมีสติ ลดความเสี่ยงและความสูญเสียได้ การสร้างความยืดหยุ่นให้ตัวเมืองเชียงใหม่จะสำเร็จไม่ได้หากขาด “พลังร่วม” จากภาคประชาชน การตระหนักรู้และเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญคือ
1.ตรวจสอบพิกัดความเสี่ยง: ตรวจสอบตำแหน่งบ้านของท่านผ่านแผนที่ CMFlood และจดจำแถบสีบนหลัก CM Flood Pole ใกล้บ้าน
2.จัดเตรียม “ถุงยังชีพฉุกเฉิน” (Survival Kit): ยารักษาโรคประจำตัว, อาหารแห้งและน้ำดื่มขั้นต่ำ 3 วัน, ไฟฉาย, แบตเตอรี่สำรอง, และเอกสารสำคัญใส่ซองกันน้ำ
3.วางแผนระบบไฟและยานพาหนะ: หากอยู่ในพื้นที่ระดับเสี่ยงสีส้มหรือแดง ให้ดำเนินการย้ายรถยนต์ไปจุดจอดปลอดภัยล่วงหน้า และตรวจสอบสวิตช์ไฟหลักของบ้านที่สามารถตัดไฟเฉพาะจุดชั้นล่างได้เพื่อความปลอดภัยจากการถูกไฟดูด
4.ติดตามแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้: หลีกเลี่ยงข่าวลือในสื่อสังคมออนไลน์ ให้ยึดถือประกาศจาก เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ หรือแอปพลิเคชันเตือนภัยของรัฐเป็นหลัก

ข้อมูลจากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติระบุว่า ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงใกล้เคียงกับปี 2558 ส่งผลให้รูปแบบของฝนเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน แม้จำนวนวันฝนตกอาจลดลง แต่ปริมาณฝนในแต่ละครั้งกลับมีความรุนแรงมากขึ้นในลักษณะ Heavy Burst หรือฝนตกหนักเฉียบพลัน หรือบางห้วงตกซ้ำในปริมาณสะสมสูง Rain bomb ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและดินไหลถล่มในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ที่ถูกประเมินว่า เป็นพื้นที่เสี่ยงสูงเกือบทุกอำเภอ ทั้งในพื้นที่ที่เคยเผชิญภัยพิบัติรุนแรง เช่น อำเภอแม่อาย ฝาง เชียงดาว สะเมิง อมก๋อยหรือพื้นที่ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม เป็นต้น เป็นเหตุให้มีการกำหนดเกณฑ์ปริมาณฝนสะสมที่ 150–200 มิลลิเมตร เป็นระดับเฝ้าระวังสูงสุดสำหรับการเตรียมอพยพ รวมถึงการพัฒนาระบบเตือนภัยให้สามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ถึง 72 ชั่วโมงตามมาตรฐานสากล เพื่อให้หน่วยงานและประชาชนมีเวลาเพียงพอในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์
ในอนาคตเชียงใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลดความล่อแหลม และ ความเปราะบาง ของเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาการขยายตัวของชุมชนและการบุกรุกลำน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภัยพิบัติรุนแรงขึ้น เช่น กรณีบางพื้นที่ที่ทางน้ำเคยกว้าง 100 เมตร แต่ถูกลดเหลือไม่ถึงครึ่ง จากการพัฒนาเมือง การรุกล้ำลำน้ำ ระบบผังเมือง สาธารณูปโภค ต้องไม่สร้างปัญหาอุปสรรคเพิ่มขึ้นอีก
ขณะเดียวกัน ระบบศูนย์พักพิง ก็ต้องปรับแนวคิดใหม่ จากเดิมที่รัฐต้องจัดเก็บอุปกรณ์จำนวนมากซึ่งเสื่อมสภาพตามเวลา ไปสู่แนวทางการทำ MOU กับโรงแรมหรือที่พักรอบนอกเมือง เพื่อใช้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวและใช้ระบบชดเชยค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ประสบภัยได้มากกว่า

ด้าน รศ.ชูโชค อายุพงศ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ระบุว่า วิกฤตนํ้าท่วมใหญ่เชียงใหม่ปี 2567 ทิ้งบาดแผล ความสูญเสียทางเศรษฐกิจและคำถามใหญ่ไว้ให้คนในพื้นที่อย่างมากมาย สิ่งหนึ่งที่ตรงกันคือ ฐานข้อมูลที่ใช้ต้องใหม่กว่าเดิมและต้องไม่รอตั้งรับอย่างดียว บทเรียนครั้งใหญ่จึงถูกนำมากำหนดสู่ยุทธศาสตร์ใหม่ ให้เชียงใหม่เป็นเมืองที่ยืดหยุ่นพร้อมปรับตัวและอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน นั่นคือการบริหารจัดการภัยพิบัติน้ำท่วมที่เน้นนำ “หลักวิชาการ” เข้ามาสนับสนุนการตัดสินใจของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด (EOC-Emergency Operations Center) ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงจุดและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวจากการตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น เพราะภัยพิบัติไม่ได้เกิดขึ้นจากฝนตกหนักเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของ 3 ปัจจัยหลักที่มาประจวบกัน นั่นคือ 1.ภัยคุกคามจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ฝนตกหนัก มรสุม หรือพายุ 2.ความล่อแหลมจากมนุษย์ อาคารและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่ทางน้ำไหล และ 3.ความเปราะบาง หรือความไม่พร้อมของระบบรับมือ การขาดองค์ความรู้ หรือการขาดแผนเผชิญเหตุที่รวดเร็ว อย่าลืมว่าตัวเลขระดับน้ำปิงปี 2567 จุด P.1 สะพานนวรัฐสูงถึง 5.30 เมตร

อย่างไรก็ตามภัยพิบัติอุทกภัยเชียงใหม่ปี 2569 หรือปีต่อๆ ไป ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนกหากทุกคนเข้าใจกลไกธรรมชาติและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนวัตกรรมที่ทุกฝ่ายตั้งใจพัฒนาขึ้น การเตรียมพร้อมทางความคิดและการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง จะเป็นเกราะกำบังที่ดีที่สุดให้เมืองและชุมชนก้าวผ่านฤดูน้ำหลากปีนี้ไปด้วยความปลอดภัย พลเมืองตื่นรู้ ไม่ตื่นตระหนกและรับมืออย่างมีสติ ทั้งนี้ชาวเชียงใหม่และผู้ที่สนใจ สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูล แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ Chiang Mai Flood Hazard Map แบบออนไลน์และติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ได้ที่เว็บไซต์ ศูนย์ข้อมูลน้ำ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
https://watercenter.cmu.ac.th/…/cmflood/warning/floodmap

ด้านเทศบาลนครเชียงใหม่ นายอัศนี บุรณปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่เปิดเผยว่า ได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของเทศบาลภายใต้การปฏิบัติการ CMFORSE ล่าสุดโดยให้เตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง ในการรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักในแต่ละช่วงตามการแจ้งเตือนของศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อความไม่ประมาทแม้น้ำปิงจะไม่เอ่อล้นตลิ่ง แต่ปัญหาที่พบในเขตเมืองคือน้ำท่วมขังรอระบายโดยเฉพาะจุดลุ่มต่ำ ให้เร่งตรวจสอบเครื่องมือ อุปกรณ์และความพร้อมของเจ้าหน้าที่ให้พร้อมเผชิญเหตุช่วยเหลือประชาขนตลอดเวลา พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง
ที่ผ่านมาเทศบาลนครเชียงใหม่ ได้มีการดำเนินการเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดูดล้างและลอกท่อระบายน้ำครอบคลุมทุกพื้นที่ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมขัง รวมถึงร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำดีเซลขนาด 25,000 ลิตรต่อนาทีแล้ว 5 จุด ในพื้นที่เสี่ยงหลัก ได้แก่ กาดก้อม ถนนศรีปิงเมือง หมู่บ้านปาล์มสปริง ถนนช่างเคี่ยน และเชิงสะพานเม็งราย มีการกำหนดแผนรับมือในทุกระดับหากมีมวลน้ำทะลักล้นจากน้ำปิงซึ่งใช้ข้อมูลใหม่จากบทเรียนปี 2567 มีการแจ้งเตือนข้อมูลข่าวสารให้ปรีชาชนตลอดเวลาในช่วงมีเหตุ ทั้งนี้ขอให้ประชาชน ติดตามข้อมูลข่าวสารและประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้อง หากประชาชนในพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่ต้องการความช่วยเหลือ ติดต่อได้ที่ศูนย์ CMFORCE เทศบาลนครเชียงใหม่
083-905-3186 หรืองานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลนครเชียงใหม่ 053-234-444 หรือติดต่อขอรับความช่วยเหลือทาง Traffy Fondue “จ้วยกั๋นผ่อ” ของเทศบาลนครเชียงใหม่
https://landing.traffy.in.th?key=IgObovBC ย้ำว่า เทศบาลนครเชียงใหม่ พร้อมเฝ้าระวังและดูแลประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับข้อมูลโซนพื้นที่เสี่ยงภัยอุทกภัยเมืองเชียงใหม่ที่ประมวลผลล่าสุดจากข้อมูลการถอดบทเรียนน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ปี 2567 พื้นที่เขตตัวเมืองเชียงใหม่ถูกแบ่งออกเป็น 7 โซนเสี่ยงภัย ตามระดับความสูงของระดับน้ำของแม่น้ำปิง ณ สถานี P.1 (สะพานนวรัฐ) โดยเรียงลำดับจากพื้นที่ลุ่มต่ำสุดที่น้ำจะเข้าท่วมก่อน ดังนี้



ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำโครงการชลประทานเชียงใหม่นายเกื้อกูลมานะสัมพันธสกุล ผู้อำนวยการโครงการฯ ระบุว่า ยังสั่งการเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง เพื่อรับมือฝนหนักโดยสถานการณ์ ณ ต้นเดือนกันยายนเขื่อนหลักระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี ยังมีพื้นที่รับน้ำเหลือสูง น้ำปิงยังปกติ ได้สั่งการให้หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน, หัวหน้าฝ่ายช่างกล, หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำละบำรุงรักษาที่ 1 – 8 ติดตามสถานการณ์น้ำฝนและน้ำท่าในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง โดยสถานการณน้ำในอ่างเก็บน้ำ ที่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อ.แม่แตง มีปริมาณน้ำ 215 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 82 อยู่ในเกณฑ์น้ำดี และมีช่องว่างรับน้ำได้อีกกว่า 75 ล้าน ลบ.ม. เพียงพอสำหรับรองรับน้ำจากอิทธิพลพายุฝนที่จะเกิดขึ้น เขื่อนแม่กวงอุดมธารา อ.ดอยสะเก็ด มีปริมาณน้ำ 180 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 68 อยู่ในเกณฑ์น้ำดี และมีช่องว่างรับน้ำได้อีก 82 ล้าน ลบ.ม. เพียงพอสำหรับรองรับน้ำจากอิทธิพลพายุฝนที่จะเกิดขึ้น ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 13 แห่ง มีปริมาณน้ำ 79 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 77 อยู่ในเกณฑ์น้ำดี และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 116 แห่ง มีปริมาณน้ำ 44 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 65 อยู่ในเกณฑ์น้ำดีเช่นกัน
สถานการณ์น้ำท่าในเขตลุ่มน้ำปิงพบว่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิง สถานี P.1 สะพานนวรัฐ อำเภอเมืองเชียงใหม่ มีระดับน้ำ 1.41 ม. ต่ำกว่าตลิ่ง 2.79 ม. แนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ลำน้ำสาขาต่างๆ ที่จะไหลเข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ทุกสาย ได้แก่ น้ำแม่แตง น้ำแม่ริม แม่น้ำปิง อยู่ในเกณฑ์ปกติ ปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ของลำน้ำ ซึ่งในภาพรวมสถานการณ์น้ำในภาพรวมของ จ.เชียงใหม่ ณ ขณะนี้ ยังคงอยู่ในสภาวะปกติ ไม่มีรายงานการเกิดอุทกภัย โดยกรมชลประทานจะติดตามอย่างต่อเนื่องและจะแจ้งให้ทราบทันทีเมื่อมีเนวโน้มสถานการณ์วิกฤต



Oplus_131072

