ผ่อข่าว » เศรษฐกิจเหนือชะลอต่อเนื่อง เหตุตะวันออกกลางส่งผลลบทุกด้าน

เศรษฐกิจเหนือชะลอต่อเนื่อง เหตุตะวันออกกลางส่งผลลบทุกด้าน

15 พฤษภาคม 2026
107   0

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเหนือในหลายภาคทั้งการท่องเที่ยว การบริโภคและภาคขนส่ง เงินเฟ้อพุ่ง มีผลฉุดตัวเลขขยายตัวลดอีก สัญญาณไตรมาส 1 หดตัววูบ ไตรมาส 2 ไม่รอดส่งสัญญาณต่อไตรมาส 3 ก็ยังหนัก หวังพึ่งแผนกระตุ้น 4 แสนล้าน.

Oplus_131072

เชียงใหม่ 6 พ.ค.- ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ นายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ แถลงภาพรวมภาวะเศรษฐกิจภาคเหนือในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 โดยระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงมีความเปราะบางและชะลอตัวในหลายภาคส่วน พร้อมประเมินแนวโน้มไตรมาสที่ 2 ที่ยังคงมีความท้าทายจากราคาพลังงานและปัจจัยเสี่ยงด้านสภาพอากาศ ภาพวมที่ยังเป็นสัญญาณท้าทายต่อไตรมาสถัดไปด้วย ขณะเดียวกันได้เร่งผลักดันมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและธุรกิจ SME อย่างเร่งด่วนเพราะกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก

นายณัฏฐ์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจภาคเหนือในไตรมาส 1 ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง โดยจุดที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือรายได้เกษตรกรที่หดตัวลงถึงร้อยละ 14.1 ซึ่งเป็นการปรับลดลงอย่างต่อเนื่องแทบทุกไตรมาส ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลางทำให้พลังงานน้ำมันเป็นปัจจัยหลัก ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาลดลง ซึ่งสะท้อนผ่านอัตราการเข้าพักและจำนวนผู้เยี่ยมเยือนที่ลดลง

ด้านการค้าชายแดนหดตัวร้อยละ 13.7 โดยเฉพาะการส่งออกไปเมียนมาที่ติดลบถึงร้อยละ 31.3 และการนำเข้าติดลบ 40.2% ซึ่งเป็นผลจากความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้านและการปิดสะพานมิตรภาพ ตลอดจนกำลังซื้อที่อ่อนแอและค่าเงินที่อ่อนค่าทั้งเงินจ๊าดและเงินกีบ ทำให้หันไปบริโภคสินค้าจากจีนที่มีราคาถูกกว่าแทน อย่างไรก็ตาม การส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีนยังคงขยายตัวได้ดี

แม้ภาพรวมจะชะลอตัวแต่ยังมีปัจจัยบวกจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวได้ร้อยละ 6.7 โดยได้อานิสงส์จากการผลิตน้ำตาลที่มีการเหลื่อมเวลาการเปิดหีบมาจากปีที่แล้ว และการขยายตัวต่อเนื่องของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขการจ้างงานในจังหวัดลำพูนที่ยังคงขยายตัวได้สวนทางกับจังหวัดอื่น

นอกจากนี้การเบิกจ่ายภาครัฐหมวดลงทุนยังคงขยายตัวได้ดีถึงร้อยละ 21 จากโครงการของกรมทางหลวงและกรมชลประทาน ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจภาคเหนือไว้ได้ แม้ว่าการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำจะหดตัวลงร้อยละ 12.7 ก็ตาม

สำหรับแนวโน้มในไตรมาสที่ 2 ผู้อำนวยการ ธปท. ภาคเหนือ ประเมินว่า เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อที่ไตรมาสแรกติดลบ 0.65% จะกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากต้นทุนราคาพลังงาน โลจิสติกส์ และค่าบรรจุภัณฑ์ที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งโครงสร้างราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในภาคเหนือมีความเปราะบางและพึ่งพาการขนส่งจากส่วนกลางค่อนข้างสูง

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษคือ ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ที่คาดว่าจะเข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพืชเศรษฐกิจหลักของภาคเหนือ ได้แก่ ข้าวนาปี และอ้อย ประกอบกับต้นทุนปุ๋ยและการสูบน้ำที่สูงขึ้น จะยิ่งซ้ำเติมผลผลิตทางการเกษตร ทั้งนี้ ความหวังในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไตรมาส 2 จึงฝากไว้ที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาทของภาครัฐ โดยยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่เงินเฟ้อสูง) และสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังที่ร้อยละ 70

ในด้านของสถาบันการเงิน ภาพรวมสินเชื่อหดตัวลงร้อยละ 0.9 จากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อและการทยอยชำระคืนหนี้ของภาคธุรกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ออกมาตรการช่วยเหลือเป็นการเฉพาะกิจ ได้แก่ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” สำหรับลูกหนี้รายย่อย โดยมีทางเลือก 2 รูปแบบ คือ 1. จ่ายปิดจบหนี้ จะได้รับการลดเงินต้นทันที 50% โดยไม่คิดดอกเบี้ย และ 2. ผ่อนชำระเป็นงวด จะลดเงินต้นทันที 30% ไม่คิดดอกเบี้ย และผ่อนได้นานสูงสุด 3 ปี (สิ้นสุดปี 2571)

นอกจากนี้ ยังได้ออกมาตรการสำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (ไม่ค้างชำระเกิน 90 วัน) ภายใต้ชื่อ “SME CQ Plus” (มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง) ซึ่งเป็นการผ่อนปรนเกณฑ์พิจารณาสินเชื่อใหม่ โดยนำหลักประกันจำพวกที่ดินหรืออาคารมาใช้ร่วมพิจารณา เพื่อให้กู้ได้ยาวขึ้นสูงสุดถึง 10 ปี ตลอดจนได้ขอความร่วมมือสถาบันการเงินในการปรับโครงสร้างหนี้ในลักษณะป้องกันให้แก่ลูกหนี้เดิมที่ยังผ่อนชำระปกติ โดยสถาบันการเงินต่างๆ จะทยอยประกาศโปรแกรมช่วยเหลือออกมาภายในเดือนมิถุนายนนี้

สำหรับสรุปผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางมีผลทันทีต่อภาคการท่องเที่ยว เป็นภาคที่ได้รับผลกระทบชัดเจนและค่อนข้างเร็ว จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยเริ่มลดลงและต่างชาติชะลอลงหลังเกิดสงคราม ผลจากค่าเดินทางที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทำให้นักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่น ส่งผลกระทบต่อรายได้ของธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้มีผลต่อภาคการบริโภค ราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นกดดันกำลังซื้อ ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย
มากขึ้น ส่งผลให้การบริโภคชะลอลง โดยกลุ่มรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบมาก จากทั้งด้านรายได้ที่ไม่แน่นอน/ปรับลดลงและด้านภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคขนส่งและโลจิสติกส์ ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนทางพลังงานที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการขนส่งมีต้นทุนเพิ่มขึ้นทันที ขณะที่ความสามารถในการปรับขึ้นราคา โดยเฉพาะขนส่งคนมีข้อจ ากัดและต้องได้รับการอนุญาตรวมทั้งค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในภาพรวม
ด้านภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น บางอุตสาหกรรมมีความจำเป็นในการจัดหาแหล่งวัตถุดิบทดแทน อย่างไรก็ดีการผลิตในหลายอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ น้ำตาลและอาหารแปรรูป จากอุปสงค์ที่ยังมีอยู่ ภาคเกษตร ผลกระทบในระยะสั้นยังจำกัด ก่อนหน้านี้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันส่งผลให้การเก็บเกี่ยวล่าช้าและต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคเหนือปัญหาการขาดแคลนหรือราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นยังไม่ส่งผลชัดเจน เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูแล้ง ยังไม่เข้าสู่ฤดูเพาะปลูกข้าวนาปี อย่างไรก็ตามในระยะต่อไปต้นทุนการเพาะปลูกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันและปุ๋ย ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรบางส่วนลดพื้นที่เพาะปลูกลง.